วันจันทร์ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2554

การพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์

การพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (Electronic commerce) หรือ อีคอมเมิร์ซ (E-Commerce) หมายถึง การทำธุรกรรมผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ ในทุกๆ ช่องทางที่เป็นอิเล็กทรอนิกส์เช่น การซื้อขายสินค้าและบริการ การโฆษณาผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ ไม่ว่าจะเป็นโทรศัพท์, โทรทัศน์, วิทยุ, หรือแม้แต่อินเทอร์เน็ต เป็นต้น โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อลดค่าใช้จ่าย และเพื่มประสิทธิภาพขององค์กร โดยการลดบทบาทของความสำคัญขององค์ประกอบทางธุรกิจลง เช่น ทำเลที่ตั้ง อาคารประกอบการ โกดังเก็บสินค้า ห้องแสดงสินค้า รวมถึงพนักงานขาย พนักงานแนะนำสินค้า พนักงานต้อนรับลูกค้าเป็นต้น ดังนั้นจึงลดข้อจำกัดของระยะทางและเวลา ในการทำธุรกรรมลงได้
ในพระราชบัญญัติว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2544 ให้ความหมาย ธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ ว่าเป็น ธุรกรรมที่กระทำขึ้นโดยใช้วิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ทั้งหมดหรือแต่บางส่วน
ตัวอย่างเช่น นายสมชายเปิดร้านขายสินค้าโอท็อป ผ่านทางอินเทอร์เน็ต ทำให้ลูกค้าที่อยู่ต่างประเทศ สามารถเข้ามาดูตัวอย่างสินค้า และติดต่อซื้อขายกันได้ โดยผ่านทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์
เทคโนโลยีสารสนเทศที่รุดหน้า ทั้งระบบโทรคมนาคม ระบบคอมพิวเตอร์ และอินเทอร์เน็ต ทำให้การสื่อสารกันเป็นไปได้โดยง่าย และสามารถเข้าถึงผู้ใช้บริการได้หลายระดับ อีกทั้งยังสามารถโต้ตอบกันได้ทันที ทำให้สามารถเสนอธุรกรรมที่หลากหลาย เช่น การชื้อขาย การบริการหลังการขาย การโอนเงินชำระค่าบริการสินค้า การขนส่ง เป็นต้น โดยมีกฎหมายธุรกรรมพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ และกฎหมายลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ เข้ามาคุ้มครองเรื่องความปลอดภัย และยังมีกฎหมายการโอนเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ที่เข้ามาให้ความคุ้มครองด้วยในเรื่องของการเงิน
ข้อดีและข้อเสียของการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์
ข้อดี
* ประหยัดค่าใช้จ่ายเพื่อการเดินทางไปซื้อสินค้า เพียงแค่เลือกซื้อผ่านเว็บไซต์เท่านั้น
* ประหยัดเวลาในการติดต่อ แค่ใช้เวลาไม่นานแค่เพียงไม่กี่วินาทีเราก็สามารถติดต่อซื้อสินค้าได้
* การเปิดร้านค้าในอินเตอร์เน็ตเป็นการขยายตลาดสู่ทั่วโลก ไม่จำกัดเฉพาะแค่ในประเทศ และยังทำให้ผู้บริโภคมีตัวเลือกในการได้เลือกซื้อสินค้ามากยิ่งขึ้น
* ผู้ขายสามารถเปิดร้านได้ทุกวันตลอด 24 ชั่วโมงไม่มีวันหยุด และผู้บริโภคก็สามารถซื้อสินค้าได้ทุกวัน
ข้อเสีย
* ผู้ซื้ออาจไม่แน่ใจว่าสั่งซื้อแล้วจะได้รับสินค้าจริง หรือได้รับสินค้าที่ไม่เป็นไปตามคาดหวัง หรือสินค้าชำรุดเสียหายหรือสูญหาย
* สินค้าอาจเป็นสินค้าที่ไม่ผ่านการทดสอบ หรือสินค้าไม่มีคุณภาพ
* เสี่ยงต่อการถูกฉ้อโกง หรือถูกโกงราคาหรือถูกหลอกลวงได้ง่าย
* ข้อมูลสินค้าบางอย่างอาจมีการโอ้อวดคุณภาพสินค้าเกินจริง โดยที่เราไม่สามารถตรวจสอบได้
* ในระบบกฎหมายของไทย ยังไม่มีการให้ความคุ้มครองอย่างทั่วถึงเพียงพอ ความปลอดภัยในข้อมูลทางอินเตอร์เน็ตจึงยังไม่ปลอดภัยพอ

ขอบคุณที่มา : wikipedia.org

การตลาดอินเทอร์เน็ต

          การตลาดอินเทอร์เน็ต (Internet marketing) หรืออาจใช้ว่า i-marketing, web-marketing, Digital Marketing, การตลาดออนไลน์ (online-marketing) หรือ การตลาดอิเล็กทรอนิกส์ (e-Marketing) หมายถึง การดำเนินกิจกรรมทางการตลาดโดยใช้อินเตอร์เน็ตเป็น สื่อกลาง และสื่ออิเล็กทรอนิกส์ มาผสมผสานกับวิธีการทางการตลาด การดำเนินกิจกรรมทางการตลาด อย่างลงตัวกับลูกค้าหรือกลุ่มเป้าหมาย เพื่อบรรลุจุดมุ่งหมายขององค์กรอย่างแท้จริง ซึ่งในรายละเอียดของการทำการตลาด E-Marketing จะมีรายละเอียดดังต่อไปนี้
  1. เป็นการสื่อสารกับกลุ่มเป้าหมายในลักษณะเฉพาะเจาะจง (Niche Market)
  2. เป็นลักษณะเป็นการสื่อสารแบบ 2 ทาง (2 Way Communication)
  3. เป็นรูปแบบการตลาดแบบตัวต่อตัว (One to One Marketing หรือ Personalize Marketing) ที่ลูกค้าหรือกลุ่มเป้าหมายสามารถกำหนดรูปแบบสินค้าและบริการได้ตามความต้อง การของตนเอง
  4. มีการกระจายไปยังกลุ่มผู้บริโภค (Dispersion of Consumer)
  5. เป็นกิจกรรมที่นักการตลาดสามารถสื่อสารไปยังทั่วทุกมุมโลก ตลอด 24 ชั่วโมง (24 Business Hours)
  6. สามารถติดต่อสื่อสาร โต้ตอบ ปฏิสัมพันธ์ได้อย่างรวดเร็ว (Quick Response)
  7. มีต้นทุนต่ำแต่ได้ประสิทธิผล สามารถวัดผลได้ทันที (Low Cost and Efficiency)
  8. มีความสัมพันธ์กับกิจกรรมการตลาดแบบดั้งเดิม (Relate to Traditional Marketing)
  9. มีการตัดสินใจในการซื้อจากข้อมูลข่าวสารที่ได้รับ (Purchase by Information)
      E-Marketing เป็นส่วนผสมแนวความคิดทางการตลาด และทางเทคนิค รวมเข้าไว้ด้วยกันทั้งด้าน การออกแบบ (Design) , การพัฒนา (Development) , การโฆษณาและการขาย (Advertising and Sales) เป็น ต้น (ตัวอย่างกิจกรรมได้แก่ Search Engine Marketing, E-mail Marketing, Affiliate Marketing, Viral Marketing ฯลฯ) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อประโยชน์ในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ธุรกิจและลูกค้า เนื่องจากระบบทางอิเล็กทรอนิกส์สามารถสนับสนุนการร้องขอข้อมูลของลูกค้า การจัดเก็บประวัติ และพฤติกรรมของลูกค้าเอาไว้ รวมถึงการสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้าได้ ส่งผลต่อ การเพิ่มและรักษาฐานลูกค้า (Customer Acquisition and Retention) และอำนวยประโยชน์ในการประกอบธุรกิจอย่างครบถ้วน
        ในขณะที่ การตลาดแบบดั้งเดิม (Traditional Marketing) จะมีรูปแบบที่แตกต่างจาก E-Marketing อย่างชัดเจน โดยการตลาดแบบดั้งเดิมนั้นจะมีกลุ่มเป้าหมายที่หลากหลาย จะไม่เน้นทำกับบุคคลใดบุคคลหนึ่ง และมักจะใช้วิธี การแบ่งส่วนตลาด (Marketing Segmentation) โดย ใช้เกณฑ์สภาพประชากรศาสตร์ หรือสภาพภูมิศาสตร์ และสามารถครอบคลุมได้บางพื้นที่ ในขณะที่ถ้าเป็น E-Marketing จะสามารถครอบคลุมได้ทั่วโลกเลยทีเดียว ด้วยเหตุนี้ธุรกิจต่างๆ จึงได้ให้ความสนใจกับอินเทอร์เน็ตเป็นอย่างมาก รวมถึงได้มีการนำเอาแนวคิด E-Marketing มาประยุกต์ใช้อย่างแพร่หลาย เพื่อทำการตลาดออนไลน์ให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุด

ความแตกต่างกันในแต่ละตลาด

          E-Marketing นั้นคือรูปแบบการทำการตลาดในรูปแบบหนึ่งโดยใช้เครื่องมือทางอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องมือดิจิตอลเข้ามาช่วยในการทำการตลาด แต่ในความหมายสำหรับ E-Business หรือ Electronic Business นั้นจะมีความหมายที่ใกล้เคียงกับคำว่า E-Commerce หรือ Electronic Commerce มากกว่า เพียงแต่ว่าความหมายของ E-Business จะมีขอบเขตที่กว้างกว่า โดยหมายถึงการทำกิจกรรมในทุก ๆ ขั้นตอนของกระบวนการธุรกิจผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ หรือเรียกว่า “ธุรกิจอิเล็กทรอนิกส์” ทั้ง การทำการค้าการซื้อการขาย การติดต่อประสานงาน งานธุรการต่างๆ ที่เกิดขึ้นภายในสำนักงาน และการทำธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งเป็นกระบวนการในการดำเนินการทางธุรกิจที่อาศัยระบบสารสนเทศทาง คอมพิวเตอร์มาใช้ในการดำเนินงานเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพทางธุรกิจ โดยมีจุดมุ่งหมายหลักเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม (Added Value) ตลอดกิจกรรมทางธุรกิจ (Value Chain) และลดขั้นตอนของการที่ต้องอาศัยแรงงานคน (Manual Process) มาใช้แรงงานจากเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ (Computerized Process) แทน รวมถึงช่วยให้การดำเนินงานภายใน ภายนอก มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น และยังเป็นการสร้างความพึงพอใจให้ลูกค้ามากขึ้นอีกด้วย ตัวอย่างเช่นการควบคุมสต๊อคและการชำระเงินให้เป็นระบบอัตโนมัติ ดำเนินการได้รวดเร็ว และทำได้ง่าย

ขอบคุณที่มา : wikipedia.org

เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับ IE9

มาทำความรู้จัก Internet Explorer 9

เวอร์ชั่นถัดไปของ Internet Explorer 8 ซึ่ง ณ วันนี้ ธันวาคม 2510 ยังอยู่ในขั้นทดสอบอยู่ (Beta Version) แต่สามารถ download ไปใช้งานได้แล้ว แต่สำหรับผู้ใช้งานอย่างเราๆ ก็คงต้องเตรียมตัว และศึกษาการใข้งานกันสักนิด เพราะยังไงก็ตาม เราก็คงยังจำเป็นต้องใช้ Internet Explorer 9 นี้อย่างแน่นอน

เรื่องไม่ลับของ Internet Explorer 9

  1. ความต้องการระบบ ของ IE9
    ต้องเป็น Windows ขั้นต่อ คือ Windows Vista SP2 หรือ Windows 7 ขึ้นไป
  2. วิธีพิมพ์หน้าเว็บบน IE9
    ถ้าหาปุ่ม Print ไม่เจอ แนะนำให้กดปุ่ม Ctrl + P แทนจะดีกว่า รับรอง พิมพ์ได้ทุกหน้าที่ต้องการ
  3. Status Bar หายไป
    เพื่อให้หน้าจอมีพื้นที่การแสดงที่เพิ่มขึ้น IE9 จึงได้ซ่อน Status Bar ไว้เป็นการชั่วคราว แต่ถ้าคุณต้องการให้แสดง Status Bar เมื่อเดิม ให้ กดปุ่ม Alt จากนั้นคลิกเมนู View เลือก Toolbars และเลือกหัวข้อ Status Bar
  4. ปุ่ม E-mail หายใน IE9
    สำหรับ Internet Explorer 9 ได้ยกเลิกการแสดง E-mail เป็นการชั่วคราว แต่ถ้าเราต้องการให้แสดงเหมือนเดิม ให้กดปุ่ม Alt จากนั้นคลิกเมนู View เลือกหัวข้อ Toolbar และเลือกคำสั่ง Command Bar
  5. อยากส่งปัญหาของ IE9 ไปยัง Microsoft
    โดยปกติ เราคงได้พบหน้าต่าง Send Feedback เวลา IE มีปัญหา หรือ hangs แต่สำหรับ IE9 ถ้าเราต้องการแจ้งปัญหาไปยัง Microsoft เราสามารถทำได้อีกวิธีด้วยการกดปุ่ม Alt + X  จากนั้นบน เมนู Tools เลือก Send Feedback ได้เลย
ทิป เล็กๆ น้อยๆ สำหรับผู้ที่สนใจทดสอบ Internet Explorer น่ะครับ  หวังว่าคงช่วยแก้ปัญหาส่วนหนึ่งของคุณได้บ้าง..

ขอบคุณที่มา : http://www.it-guides.com/index.php/tips-a-techniques/internet-email-tips/1597-internet-explorer-9

Web-based อนาคตใหม่ในการใช้งานโปรแกรม

ทำความรู้จัก Web-based
Web-based หมายถึงการทำงานผ่านทางโปรแกรม Browser ซึ่งอาศัยการเชื่อมต่อทางอินเตอร์เน็ต หมายความว่า เพียงแค่เรามีโปรแกรม Browser ไม่ว่าจะเป็น Internet Explorer, FireFox, Safari, Opera หรือแม้กระทั่ง Google Chrome ก็ตาม เราก็สามารถใช้งานโปรแกรม หรือ Applications ใดๆ ก็ได้ โดยโปรแกรมหรือ Applications เหล่านั้น จะติดตั้งบน Server แห่งใดแห่งหนึ่ง หรืออาจติดตั้งในสำนักงานใหญ่ของเรา


ตัวอย่างการใช้งาน Web-based

ตัวอย่างที่เราใช้งานกันบ่อยๆ ก็คือ ระบบอีเมลนั่นเอง โดยเฉพาะกับผู้ใช้งานฟรีอีเมล เช่น Gmail, Yahoo! Mail, Live Mail เป็นต้น คุณสังเกตุหรือไม่ว่า เราไม่จำเป็นต้องติดตั้งโปรแกรมใดๆ เลย เพียงแค่ใช้โปรแกรม Browser เข้าไปยังลิงค์ของเว็บที่เราต้องการเท่านั้น สำหรับในองค์กรใหญ่ๆ อาจมีการใช้ระบบเมล Microsoft Exchange ซึ่งก็จะมี Web Mail ให้สามารถตรวจสอบอีเมลผ่านหน้าเว็บได้เช่นกัน


Google กับ Web-based

Search Engine ยักษ์ใหญ่ของโลกอย่าง Google ก็ได้มีบริการการใช้งานผ่าน Web-based ให้แล้ว "Google Docs" คือผลงานของทาง Google ที่ให้บริการจัดทำเอกสารออฟฟิคผ่านทาง Web-based ซึ่งได้รับความนิยมมากพอสมควร นอกจากนี้ยังมีบริการผ่านหน้าเว็บอีกหลายๆ อย่างไม่ว่าจะเป็น การตรวจสอบไวรัสแบบออนไลน์ การใช้บริการจัดการฟรีตกแต่งภาพออนไลน์ เป็นต้น

Microsoft กับ Web-based

แน่นอนครับ ทาง Microsoft เองก็ได้มีการเข้าร่วมในเทคโนโลยีใหม่นี้เช่นเดียวกัน ดังจะเห็นได้ว่า โปรแกรม Microsoft Office ได้มีการเพิ่มความสามารถในการใช้งานผ่านทาง Web-based แล้ว สังเกตุได้จากเวอร์ชั่นใหม่ๆ ของทาง Microsoft Office และโดยเฉพาะกับเวอร์ชั่น Microsoft Office 2010 ซึ่งน่าจะเห็นภาพได้ชัดเจนมากยิ่งขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้

ข้อดีของเทคโนโลยี Web-based

  • สำหรับผู้ใช้งานทั่วไป ก็คงทำให้การใช้งานสะดวกมากยิ่งขึ้น เพราะไม่ต้องเสียเวลามาติดตั้งโปรแกรม
  • สำหรับผู้ดูแลระบบ (Admin) ยิ่งสะดวกมากยิ่งขึ้น เพราะสามารถควบคุม และอัพเดทโปรแกรมในจุดเดียว
  • ค่าใช้จ่ายของ License และค่าบำรุงรักษา (Maintenance) น่าจะต่ำลง
  • ในส่วนของเครื่องคอมฯ หรือ ฮาร์ดแวร์ ยิ่งน่าจะสามารถใช้คอมฯ ทีมีคุณสมบัติต่ำลงได้ด้วยเช่นกัน
หวังว่าโทคโนโลยี Web-based จะเข้ามาช่วยลดค่าใช้จ่าย (ซึ่งเป็นความหวังของทุกองค์กร) รวมทั้งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานมากยิ่งขึ้น แต่สิ่งหนึ่งที่เราต้องศึกษาให้ดีก่อนนำไปใช้งาน นั่นคือ ความเสถียรในเรื่องการเชื่อมต่อผ่านระบบเครือข่ายอินเตอร์เน็ต ซึ่งปัจจุบัน ความเร็วที่ได้รับ ยังคงขึ้นๆ ลงๆ อยู่ โดยเฉพาะกับผู้ใช้งาน ADSL ตามบ้าน ก็ขอฝากเป็นข้อคิดสำหรับผู้ที่กำลังพัฒนาโปรแกรมสำหรับระบบ Web-based ด้วยก็แล้วกัน..

ขอบคุณที่มา : http://www.it-guides.com/index.php/technology-updated/1317-web-based-application

ประวัติ internet 49ปี พลิกโฉมโลก!

นับตั้งแต่วันแรกที่ internet ถือกำเนิดมา ในปี 1962 นั้นวันเวลาได้ผ่านล่วงเลยไป ถึง 49 ปีแล้วโดยจุดกำเนิดในครั้งแรกของอินเตอร์เน็ตนั้นมีเพียงเพื่อใช้สื่อสารกันในองค์กรเท่านั้น แต่ด้วยการคิดค้นและพัฒนาที่ไม่หยุดยั้งจึงทำให้อินเตอร์เน็ตแพร่หลายเข้าสู่กลุ่มคนทุกระดับชั้นในเวลาต่อมา ถึงแม้ว่าจะ วันนั้นถึงวันนี้ อินเตอร์เน็ตจะมีอายุครบ 49 ขวบแล้วแต่พูดได้ว่ามันเป็นเพียงแค่ยุคเริ่มต้นที่แท้จริงของมันเท่านั้น  อนาคตของอินเตอร์เน็ตยังมีอีกไกล ดังนั้นวันนี้ เราจะขอเสนอแผนภาพย้อนรอยจุดกำเนิด วิทยาการที่พลิกโฉมหน้าของโลกกลม ๆ ใบนี้ ที่ชื่อว่า Internet กันครับ

วันจันทร์ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2554

การตลาดอินเทอร์เน็ต

การตลาดอินเทอร์เน็ต

   การตลาดอินเทอร์เน็ต (Internet marketing) หรืออาจใช้ว่า i-marketing, web-marketing, Digital Marketing, การตลาดออนไลน์ (online-marketing) หรือ การตลาดอิเล็กทรอนิกส์ (e-Marketing) หมายถึง การดำเนินกิจกรรมทางการตลาดโดยใช้อินเตอร์เน็ตเป็น สื่อกลาง และสื่ออิเล็กทรอนิกส์ มาผสมผสานกับวิธีการทางการตลาด การดำเนินกิจกรรมทางการตลาด อย่างลงตัวกับลูกค้าหรือกลุ่มเป้าหมาย เพื่อบรรลุจุดมุ่งหมายขององค์กรอย่างแท้จริง ซึ่งในรายละเอียดของการทำการตลาด E-Marketing จะมีรายละเอียดดังต่อไปนี้
1.       เป็นการสื่อสารกับกลุ่มเป้าหมายในลักษณะเฉพาะเจาะจง (Niche Market)
2.       เป็นลักษณะเป็นการสื่อสารแบบ 2 ทาง (2 Way Communication)
3.       เป็นรูปแบบการตลาดแบบตัวต่อตัว (One to One Marketing หรือ Personalize Marketing) ที่ลูกค้าหรือกลุ่มเป้าหมายสามารถกำหนดรูปแบบสินค้าและบริการได้ตามความต้อง การของตนเอง
4.       มีการกระจายไปยังกลุ่มผู้บริโภค (Dispersion of Consumer)
5.       เป็นกิจกรรมที่นักการตลาดสามารถสื่อสารไปยังทั่วทุกมุมโลก ตลอด 24 ชั่วโมง (24 Business Hours)
6.       สามารถติดต่อสื่อสาร โต้ตอบ ปฏิสัมพันธ์ได้อย่างรวดเร็ว (Quick Response)
7.       มีต้นทุนต่ำแต่ได้ประสิทธิผล สามารถวัดผลได้ทันที (Low Cost and Efficiency)
8.       มีความสัมพันธ์กับกิจกรรมการตลาดแบบดั้งเดิม (Relate to Traditional Marketing)
9.       มีการตัดสินใจในการซื้อจากข้อมูลข่าวสารที่ได้รับ (Purchase by Information)
      E-Marketing เป็นส่วนผสมแนวความคิดทางการตลาด และทางเทคนิค รวมเข้าไว้ด้วยกันทั้งด้าน การออกแบบ (Design) , การพัฒนา (Development) , การโฆษณาและการขาย (Advertising and Sales) เป็น ต้น (ตัวอย่างกิจกรรมได้แก่ Search Engine Marketing, E-mail Marketing, Affiliate Marketing, Viral Marketing ฯลฯ) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อประโยชน์ในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ธุรกิจและลูกค้า เนื่องจากระบบทางอิเล็กทรอนิกส์สามารถสนับสนุนการร้องขอข้อมูลของลูกค้า การจัดเก็บประวัติ และพฤติกรรมของลูกค้าเอาไว้ รวมถึงการสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้าได้ ส่งผลต่อ การเพิ่มและรักษาฐานลูกค้า (Customer Acquisition and Retention) และอำนวยประโยชน์ในการประกอบธุรกิจอย่างครบถ้วน
        ในขณะที่ การตลาดแบบดั้งเดิม (Traditional Marketing) จะมีรูปแบบที่แตกต่างจาก E-Marketing อย่างชัดเจน โดยการตลาดแบบดั้งเดิมนั้นจะมีกลุ่มเป้าหมายที่หลากหลาย จะไม่เน้นทำกับบุคคลใดบุคคลหนึ่ง และมักจะใช้วิธี การแบ่งส่วนตลาด (Marketing Segmentation) โดย ใช้เกณฑ์สภาพประชากรศาสตร์ หรือสภาพภูมิศาสตร์ และสามารถครอบคลุมได้บางพื้นที่ ในขณะที่ถ้าเป็น E-Marketing จะสามารถครอบคลุมได้ทั่วโลกเลยทีเดียว ด้วยเหตุนี้ธุรกิจต่างๆ จึงได้ให้ความสนใจกับอินเทอร์เน็ตเป็นอย่างมาก รวมถึงได้มีการนำเอาแนวคิด E-Marketing มาประยุกต์ใช้อย่างแพร่หลาย เพื่อทำการตลาดออนไลน์ให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุด

ความแตกต่างกันในแต่ละตลาด

          E-Marketing นั้นคือรูปแบบการทำการตลาดในรูปแบบหนึ่งโดยใช้เครื่องมือทางอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องมือดิจิตอลเข้ามาช่วยในการทำการตลาด แต่ในความหมายสำหรับ E-Business หรือ Electronic Business นั้นจะมีความหมายที่ใกล้เคียงกับคำว่า E-Commerce หรือ Electronic Commerce มากกว่า เพียงแต่ว่าความหมายของ E-Business จะมีขอบเขตที่กว้างกว่า โดยหมายถึงการทำกิจกรรมในทุก ๆ ขั้นตอนของกระบวนการธุรกิจผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ หรือเรียกว่าธุรกิจอิเล็กทรอนิกส์ทั้ง การทำการค้าการซื้อการขาย การติดต่อประสานงาน งานธุรการต่างๆ ที่เกิดขึ้นภายในสำนักงาน และการทำธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งเป็นกระบวนการในการดำเนินการทางธุรกิจที่อาศัยระบบสารสนเทศทาง คอมพิวเตอร์มาใช้ในการดำเนินงานเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพทางธุรกิจ โดยมีจุดมุ่งหมายหลักเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม (Added Value) ตลอดกิจกรรมทางธุรกิจ (Value Chain) และลดขั้นตอนของการที่ต้องอาศัยแรงงานคน (Manual Process) มาใช้แรงงานจากเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ (Computerized Process) แทน รวมถึงช่วยให้การดำเนินงานภายใน ภายนอก มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น และยังเป็นการสร้างความพึงพอใจให้ลูกค้ามากขึ้นอีกด้วย ตัวอย่างเช่นการควบคุมสต๊อคและการชำระเงินให้เป็นระบบอัตโนมัติ ดำเนินการได้รวดเร็ว และทำได้ง่าย

ขอบคุณที่มา : wikipedia.org

วิธีต่ออินเตอร์เน็ตผ่านโทรศัพท์มือถือ

วิธีต่ออินเตอร์เน็ตผ่านโทรศัพท์มือถือ

    โทรศัพท์มือถือหลายรุ่น หลายยี่ห้อ สามารถเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตได้โดยตรง ผ่านทาง GPRS/EDEG/3G แต่ติดปัญหาในเรื่องของขนาดของหน้าจอ ที่อาจจะเล็กไปสำหรับผู้ใช้งานหลายๆ คน รวมทั้งผมด้วย อีกทั้งไม่สะดวกในการ download file โปรแกรม เพื่อนำมาใช้งานอื่นๆ อีกด้วย วันนี้ผมมีวิธีในการเชื่อมต่อมือถือ Nokia ต่อเข้ากับคอมพิวเตอร์เพื่อเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ต มาเล่าสู่กันฟัง
 

อุปกรณ์ที่จำเป็นในการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตกับโทรศัพท์มือถือ

  • คอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะหรือ laptop
  • โปรแกรม Nokia PC Suite
  • โทรศัพท์ Nokia พร้อม USB Cable

วิธีการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตด้วยโทรศัพท์

1.       ติดตั้งโปรแกรม Nokia PC Suite (ทำตามหน้าจอไปเรื่อยๆ)
2.       ต่อสาย USB Cable ด้านหนึ่งกับโทรศัพท์ อีกด้านต่อเข้ากับ USB Port ของคอมพิวเตอร์
3.       ที่หน้าจอมือถือ จะแสดงข้อความว่าจะเชื่อมต่อแบบใด? (PC Suite, Printing & media, Data Strage) ให้เราเลือก PC Suite
4.       ที่หน้าจอคอมพิวเตอร์ ในส่วนของโปรแกรม Nokia PC Suite ให้คลิกเลือกไอคอน Connect to the Internet ดังภาพประกอบ
5.       จะมีหน้าต่างแสดง One Touch Access และโปรแกรมจะเชื่อมต่อให้ทันที
6.       ถ้าต้องการยกเลิกให้คลิกปุ่ม Disconnect
7.       หลังจากเชื่อมต่อได้แล้ว จะมีไอคอนเล็กๆ แสดงการเชื่อมต่ออยู่บริเวณ Taskbar ขวามือด้านล่าง
8.       ทดสอบเข้าโปแกรม Browser ที่คุณใช้งาน หรือลองเช็คอีเมล์ดูครับผม

ข้อมูลเพิ่มเติม เกี่ยวกับการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ต

  • สามารถเชื่อมต่อผ่าน BlueTooth แทนสาย USB ได้เช่นเดียวกัน
  • ข้อความระวังเรื่องค่าใช้จ่ายของการเชื่อมต่อผ่านน GRPS/EDGE/3G ควรสอบถามกับบริษัทที่เราใช้บริการก่อนน่ะครับ จะได้ไม่มากลุ้มใจในภายหลัง
     
ขอบคุณที่มา : http://www.it-guides.com/index.php/mobile-zone/mobile-tips-techniques/290-connection-internet-with-mobile

เคล็ดลับของ Flash Player

เคล็ดลับของ Flash Player

บทความน่ารู้ เรื่องเคล็ดลับของ Flash Player
ที่นี่คือศูนย์รวมบทความที่น่าสนใจและให้ความรู้จากทุกมุมโลก เพื่อเป็นแหล่งความรู้สำหรับคนไทยทุกคน

เรื่องที่หลายคนไม่รู้เกี่ยวกับ Flash Player

เวลาเข้าเว็บไซต์ต่างๆ ที่มีภาพเคลื่อนไหว ที่สร้างจากโปรแกรม Adobe Flash หรือโปรแกรมอื่นๆ ถ้าโปรแกรม Browser (Internet Explorer, FireFox, Google Chrome) ของคุณไม่ได้มีการติดตั้งโปรแกรม Flash Player โปรแกรมเหล่านั้นก็จะแสดงหน้าต่างให้เราติดตั้งโปรแกรมทันที

เวลามีปัญหาเกียวกับ Flash Player

เราสามารถติดตั้งโปรแกรม Flash Player ได้จากเข้าไปยังเว็บลิงค์ http://get.adobe.com/flashplayer จากนั้นให้คลิกปุ่ม Download now และทำตามคำสั่งตามหน้าจอ

วิธี Uninstall Flash Player

1.       คลิกไปยังเว็บลิงค์ http://kb2.adobe.com/cps/141/tn_14157.html
2.       คลิกเลือก download uninstall_flash_player.exe
3.       ดับเบิลคลิกเพื่อสั่งรัน Uninstall

วิธีการตรวจสอบเวอร์ชั่น Flash Player

1.       คลิกไปยังเว็บลิงค์ http://www.adobe.com/software/flash/about/
2.       ดูที่หัวข้อ Version Information
3.       เปรียบเทียบกับตารางด้านล่างว่า เวอร์ชั่นใหม่ล่าสุดคืออะไร
 ขอบคุณที่มา : http://www.it-guides.com/index.php/tips-a-techniques/internet-email-tips/1546-about-flash-player

กูเกิ้ลฟันธงสมาร์ทโฟนโค่นบัลลังก์พีซี

กูเกิ้ลฟันธงสมาร์ทโฟนโค่นบัลลังก์พีซี


เรายังคงติดตามกระแสข่าวคราวความ เคลื่อนไหวในงาน MWC 2011 ที่บาเซโรน่ากันต่อนะครับ ล่าสุด Eric Schmidt ซีอีโอของ Google ได้ออกมาฟันธงกลางงานนี้ว่า ในที่สุดแล้ว โมบายโฟน ก็คือ พีซ๊รุ่นใหม่ (สำหรับผู้บริโภค)ซึ่งจากแนวโน้มของการที่สมาร์ทโฟนแซงหน้ายอดขายพีซี ก็พอจะแสดงให้เห็นแนวโน้มดังกล่าวได้

โดยเมื่อวานนี้ Schmidt ได้ขึ้นกล่าวในงาน Mobile World Congress 2011 ว่าด้วยเรื่องราวกระแสของ Android ที่ได้รับการสนับสนุนมากมายจากผู้ผลิตอุปกรณ์ ตลอดจนโอเปอเรเตอร์ และนักพัฒนาแอพฯ Schmidt กล่าวว่า ปัจจุบัน Android ระบบปฏิบัติการของ Google มีสถิติการแอคทิเวตเฉลี่ย 300,000 เครื่องต่อวัน ในขณะที่มีสมาร์ทโฟน และแท็บเล็ตมากกว่า 100 รุ่นที่ทำงานด้วยระบบปฏิบัติการ Android โดยมีคู่แข่งอย่าง iOS ระบบปฏิบัติการสำหรับ iPhone และ iPad ของ Apple และ Windows Phone 7 ของ Microsoft “ยอดขายสมาร์ทโฟนแซงหน้าพีซีไปเรียบร้อยแล้ว ซึ่งพีซีไม่สามารถตามทันกระแสนี้ได้ สมาร์ทโฟนคืออนาคตของเกมส์ และการใช้งานแอพพลิเคชันต่างๆ ในทุกๆ อย่างที่เราคิดเขากล่าว ในที่สุดแล้ว คุณใช้มือถือเป็นเหมือนพีซีเครื่องใหม่ของคุณนั่นเอง” Schmidt ยังกล่าวอีกด้วยว่า สมาร์ทโฟนได้เติมเต็มคำทำนายของ Bill Gates ทีว่า ผู้ใช้ทุกคนจะสามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารของโลกได้ด้วยปลายนิ้วสัมผัสให้ ถูกต้องสมบูรณ์

Google มีแผนที่จะออก Android เวอร์ชันใหม่สำหรับมือถือ และแท็บเล็ตในทุกๆ 6 เดือน ส่วน Chrome OS จะโฟกัสไปที่เน็ตบุ๊ค และพีซี โดยทาง Google ยังได้แสดงสาธิตแอพพลิเคชัน Android ตัวใหม่บนแท็บเล็ตที่สามารถตัดต่อวิดีโอได้คล้ายๆ กับ Windows Live Movie Maker อีกด้วย นอกจากการให้ข้อมูลข้างต้นแล้ว Schmidt ยังกล่าวย้ำว่า Microsoft คือคู่แข่งสำคัญของบริษัท หลังจากที่ก่อนหน้านี้ เขาเคยให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับกรณีที่ Bing ก็อปปี้ผลลัพธ์จาก Google และ Nokia เปลี่ยนใจไปใช้ Windows Phone 7 แทนทีจะป็น Android

Schmidt เชื่อ ว่า ในอนาคตแอพพลิเคชันทั้งหมดจะถูกพัฒนาด้วยมาตรฐานใหม่ของเว็บนั่นคือ HTML5 ทั้งแอพที่ใช้บนพีซี หรือโมบายโฟน เขายังคาดอีกว่า ระบบการชำระค่าบริการต่างๆ ด้วยโมบายโฟน (เทคโนโลยี NFC) จะกลายเป็นมาตรฐานในปีนี้ และถือว่าเป็นโอกาสใหญ่ของ Google นอกจากนี้ Schmidt ยังกล่าวอีกด้วยว่า ผลกระทบในระยะยาวของนวตกรรมทางเทคโนดลยีคือ การหาวิธีที่นำไปสู่หนทางที่ทำให้ผู้คนมีความสุขมากขึ้นกว่าเดิม เนื่องจากผู้คนจะสามารถมีเวลา เพื่อทำบางสิ่งบางอย่างที่ต้องการ โดยเขายกตัวอย่างว่า คุณจะไม่ลืมอะไรเลย (หรือไม่ได้จำอะไรเลย?) เพราะคอมพิวเตอร์จะจำเรื่องราวต่างๆ แทนคุณ คุณจะไม่หลงทางด้วยเทคโนโลยีแผนที่ คุณจะไม่รู้สึกเดียวดาย เนื่องจากสามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารของเพื่อนๆ ได้ตลอดเวลา และด้วยเทคโนโลยีแผนที่เช่นเดียวกันที่จะทำให้รถยนต์สามารถขับเคลื่อนได้ ด้วยตัวมันเอง” Schmidt ไม่ได้บอกว่า คุณจะไม่มีวันตาย :P แต่เขาบอกว่า สมาร์ทโฟนจะส่งข้อมูลเกียวกับสุขภาพของคุณไปยังโรงพยาบาล มือถือของคุณ สามารถบอกคุณได้ว่า คุณกำลังจะหัวใจวาย คุณควรจะไปโรงพยาบาลเดี๋ยวนี้

ขอบคุณที่มา : ตลาดดอทคอม

หาคีย์เวิร์ดโดนๆด้วย Google Insights

 หาคีย์เวิร์ดโดนๆด้วย Google Insights
Google Insights เป็นหนึ่งในอีกหลายสิ่งที่ทำให้ผมอยากตื่นนอนตอนเช้าในช่วงนี้ หลังจากห่างหายเรื่องการหาคีย์เวิร์ดมานามพอสมควร วันนี้ดาวคีย์เวิร์ดขึ้นมาตรงหัวผมพอดี ถึงเวลาแล้วครับที่จะมาอัปเดทการใช้เครื่องมือหาคีย์เวิร์ดอย่าง Google Insights กันซักที
ไม่ว่าคุณจะทำเงินหรือทำการตลาดหรือทำมาหากินอะไรก็ตามตั้งแต่เปิดร้าน อาหาร สร้างโรงงาน นำเข้านำออกสินค้า และที่คุ้นเคยกันดีที่สุด การสร้าง Campaign Adwords, หาเงินกับ Affiliate และการหาเงินจากจำนวนคลิกกับ Ad Network อย่าง Google AdSense คุณก็ควรจะดูตาม้าตาเรือซักหน่อยว่าโลกเขาทำอะไรกันอยู่ ตลาดไหนมีแนวนโน้มที่จะดึงดูดคนมากขึ้นหรือน้อยลงตั้งแต่นี้ไป ไม่งั้นก็อาจจะต้องเสียเงินเสียเวลา และเหนื่อยฟรีได้ง่ายๆ
สมมุติโง่ๆ ว่า วันนี้ถ้าผมจะสร้างบล็อกเรื่องการเลือกซื้อทีวี แต่เลือกยี่ห้อไม่ถูกว่าจะเอา Sony หรือ Samsung เพราะดูจาก Google KW Tool แล้ว KW ทั้งสองก็มีการค้นหาที่พอไปวัดไปวาได้พอๆ กัน ผมจะรู้อนาคตได้ยังไงว่ายี่ห้อไหนจะทำให้อนาคตของบล็อกผมอับเฉาหรือดีได้ แล้วผมจะรู้ได้ยังไง หลายคนอาจตอบว่าก็ใช้ Google Trends สิรู้แน่ ใช่ครับรู้แน่ แต่ไม่รู้ทั้งหมดเท่า Google Insights อย่างแน่นอน ทำไมถึงเป็นเช่นนั้นล่ะ?
Google Trends จะบอกคุณได้ถึงความนิยมของ KW แต่ KW นั้นคุณต้องคิดหามาเองเท่านั้น Trends มันจะไม่บอกไม่แนะนำถึง KW หรือนิชที่ใก้ลเคียงที่สอดคล้องและที่น่าสนใจอื่นๆ อีกเลยว่า KW ไหนกำลังมาแรงอีกบ้างเหมือนกับ Google Insights
 
นอกจากจะแนะนำ KW ที่น่าสนใจอื่นๆ แล้ว Google Insights ก็ยังบอกอีกด้วยว่า KW เหล่านั้นกำลังดวงตกหรือมีแนวโน้มความแรงในจังหวัดไหนบ้างด้วย สมมุติว่าถ้าคุณกำลังจะเปิดตัวสินค้าในช่วงอีกสองสามเดือนต่อจากนี้ เอาเป็นตระแกงปิ้งย่างรุ่นใหม่ล่าสุดใช้แล้วไม่ดำ ไม่เป็นสนิม แต่ไม่รู้ว่าจะไปจัดงานที่จังหวัดไหนดีถึงจะมีคนมางานเยอะที่ สุด สิ่งที่จะให้คำตอบคุณได้ก็คือ Google Insights อีกนั่นเอง
ยังครับ ยังมีอีก จากภาพด้านบนจะเห็นว่า นอกจาก G. Insights จะอนุญาติให้ตั้งค่ากรองผลลัพธ์เพื่อวิเคราะห์เทร็นเฉพาะประเทศ จังหวัด หรือทั้งโลกแล้ว (เหมือน G. Trends) ยังตั้ง Filter กรองการวิเคราะห์เฉพาะ Web Search, Image Search, News Search และ Product Search ได้อีก อีกทั้งให้คุณตั้งค่าวิเคราะห์ตามระยะเวลาย้อนหลังตามสั่งได้อีกด้วย
ทำให้รู้ลึกรู้จริงในทุกแง่มุมของความนิยมของแต่ละคีย์เวริ์ดจริงๆ ยังไงก็ไปลองใช้กันดูนะครับ ยังมีอะไรมากกว่าที่ผมพูดอีกหลายอย่าง ที่ผมเองอาจจะยังไม่รู้ แต่ถ้าคุณไม่รู้ใช้ยังไง ผมแนะนำให้เข้าไปที่ Youtbe Goole Channel จากนั้นคุณคงรู้นะว่าต้องทำยังไงต่อไป แล้วจะรู้ว่ามันทำอะไรได้อีกมาก ผมเองพักหลังๆ มานี้ก็ใช้เจ้า Insights หาไทเทิ้ลบทความภาษาอังกฤษดีๆ มามากต่อมากแล้ว
ป.ล. คีย์เวิร์ดที่ G. Insights แนะนำนั้นจะเฉลี่ยค่า (Normalize) เป็น 1-100 นะครับ ไม่ใช่จำนวนการค้นหาที่แท้จริง ไม่งั้นผลลัพธ์ต่างๆ จะไม่สามารถเอามาเปรียบเทียบกันได้แบบนี้ เช่น ในคีย์เวิร์ดคำว่า TV ในจังหวัด สุโขทัย กับ กรุงเทพ แสดงกราฟออกมาที่ 100 เท่ากัน ไม่ได้แปลว่ามันมีจำนวนการค้นหาเท่ากัน (Traffic Search Volume) แต่ค่าแปลว่าในแต่ละจังหวัดนั้นมีสัดส่วนเฉลี่ยการค้นหาเท่ากันเมื่อดูจาก จำนวน Traffic ทั้งหมดของแต่ละจังหวัด โอยงงป่าวเนี่ย ถ้างง ถามกันมาได้ครับ
 
ขอบคุณที่มา : http://www.digitalmoneylife.com

วันจันทร์ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

welcome to numpooland

ผู้ที่จะเข้ามาในBlog นี้ต้องเป็นคนที่มีบุญมากๆ
ถ้าไม่มีบุญจะเข้ามาไม่ได้ ฮ่า ฮ่า ฮ่า โฮะ โฮะ โฮะ